พึ่งตน พึ่งธรรม เป็นอย่างไร

http://www.flickr.com/photos/jam343/1703693/

อานนท์ ! เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะไม่ มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ , มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ อยู่เถิด.

อานนท์ ! อย่างไรเล่า เรียกว่าภิกษุผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็น สรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ, มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะเป็นอยู่?

อานนท์ !ในกรณีนี้ ภิกษุเป็นผู้ ตามเห็นซึ่งกายในกายอยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก ;เป็นผู้ตามเห็นซึ่งเวทนาในเวทนาทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก ; เป็นผู้ตามเห็นซึ่งจิตในจิต อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่ง อภิชฌาและโทมนัสในโลก ; เป็นผู้ตามเห็นซึ่งธรรมในธรรมทั้งหลาย อยู่เป็นประจำ มีความเพียรเผากิเลส มีสัมปชัญญะ มีสติ นำออกเสียได้ซึ่งอภิชฌาและโทมนัสในโลก.

อานนท์ !อย่างนี้แล ภิกษุ ชื่อว่ามีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่ มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ , มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่ .

อานนท์ ! ในกาลนี้ก็ดี ในกาลล่วงไปแล้วแห่งเราก็ดี ใครก็ตามจัก เป็นผู้มีตนเป็นประทีป มีตนเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ , มีธรรมเป็นประทีป มีธรรมเป็นสรณะ ไม่มีสิ่งอื่นเป็นสรณะ เป็นอยู่ ,คนเหล่านั้นจักเป็นภิกษุผู้อยู่ในสถานะอันเลิศที่สุด ; ได้แก่พวกที่มีความใคร่ในสิกขา.   -มหา.ที ๑๐/๑๑๙/๙๓.

พุทธสุภาษิตวันนี้

ความดับสนิทเพราะความจางคลายไปโดยไม่เหลือของตัณหานั้นนั่นเทียว เราเรียกว่า การปลงภาระหนักลงเสียได้ดังนี้. ขันธ์ทั้งห้าเป็นของหนัก   บุคคลนั่นแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป.– ขนฺธ. สํ. ๑๗/๓๒/๕๒-๕๓

—————————————-

ไฟเสมอด้วยราคะไม่มี  โทษเสมอด้วยโทสะไม่มี    ทุกข์ทั้งหลายเสมอด้วยขันธ์ไม่มี  สุขอื่นนอกจาก ความสงบ (นิพพาน) ก็ไม่มี.      – ธ. ขุ. ๒๕/๔๒/๒๕.     

—————————————-       

ธรรมทั้งสองคือ   สมถะและวิปัสสนา   เหล่านี้แล อันเธอเจริญให้ยิ่งขึ้นไปแล้ว     จักเป็นไปเพื่อแทงตลอดซึ่งธาตุเป็นอเนก. — ม. ม. ๑๓/๒๕๗-๒๖๑/๒๖๑-๒๖๖.

—————————————-

…สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด…  –ที. ๑๐/๑๓๙/๑๐๖

คำศัพท์ที่ควรรู้ – สังโยชน์

http://www.flickr.com/photos/colm/2467858066/

สังโยชน์
 
ภิกษุ ท.! สัญโญชน์ (สิ่งผูกพัน) ๗ อย่างเหล่านี้ มีอยู่.

เจ็ดอย่างอย่างไรเล่า? เจ็ดอย่าง คือ

อนุนยสัญโญชน์ (สังโยชน์คือกามราคะเป็นเหตุให้ติดตาม)

ปฏิฆสัญโญชน์ (สังโยชน์คือความโกรธไม่ได้อย่างใจ)

ทิฏฐิสัญโญชน์(สังโยชน์คือความเห็นผิด)

วิจิกิจฉาสัญโญชน์ (สังโยชน์คือความลังเลสังสัย)

มานสัญโญชน์ (สังโยชน์คือความสำคัญตน)

ภวราคสัญโญชน์ (สังโยชน์คือความกำหนัดในภพ)

อวิชชาสัญโญชน์ (สังโยชน์คืออวิชชา) .

ภิกษุ ท.! เหล่านี้แล คือสัญโญชน์ ๗ อย่าง.

(- สตฺตก. อํ. ๒๓/-/-.)

——————————————–

สังโยชน์สิบ 

ภิกษุ ท.! สังโยชน์ ๑๐ ประการเหล่านี้ มีอยู่. สิบประการอย่างไรเล่า?

สิบประการ คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ.

โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ เป็นอย่างไรเล่า? คือ

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต-ปรามาส กามฉันทะ พยาบาท :

เหล่านี้ คือ โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ.

อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ เป็นอย่างไรเล่า? คือ

รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา :

เหล่านี้ คือ อุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ.

ภิกษุ ท.! เหล่านี้แล สัญโยชน์ ๑๐ ประการ.

(- ทสก. อํ. ๒๔/๑๘-๑๙/๑๓.)

 

พุทธสุภาษิตวันนี้

ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ไม่อาจเข้าถึงสังขารไร โดยความเป็นของเที่ยง ;

(ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๘๘/๓๖๔.   – อริยสัจจากพระโอษฐ์ ต้น. 581)

—————————————–

“หลัง เอ็น กระดูก จักเหลืออยู่  เนื้อและเลือดในสรีระจักเหือดแห้งไปก็ตามที 

เมื่อยังไม่ลุถึงประโยชน์ อันบุคคลจะลุได้ ด้วยกําลัง  ด้วยความเพียร  ด้วยความบากบั่นของบุรุษแล้ว ไซร้

จักหยุดความเพียรนั้นเสีย  เป็นไม่มีเลย”

(กัมมกรณวรรค ทุก. อํ. ๒๐/๖๔/๒๕๑.   -พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ – ๑๐๔)

 

กิจกรรมพิเศษ ของผู้สนใจทั่วไปและอาสาสมัคร

กิจกรรมสำหรับกับทุกท่านที่สนใจทั่วไป ดังนี้คือ

กิจกรรม ปฏิปุจฉาวินีตา ปริสาโนอุกกาจิตวินีตา
(ค้นคว้าพุทธวัจนะ)

ภิกษุ ท.! บริษัทชื่อ ปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโนอุกกาจิตวินีตา เป็นอย่างไรเล่า ?
ภิกษุ ท.! ในกรณีนี้คือ ภิกษุทั้งหลายในบริษัทใด, เมื่อสุตตันตะทั้งหลาย ที่กวีแต่งขึ้นใหม่เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอนมีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก อันบุคคลนำมากล่าวอยู่, ก็ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึงและไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.
ส่วน สุตตันตะเหล่าใด อันเป็นตถาคตภาษิต อันลึกซึ้ง มีอรรถอันลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระประกอบด้วยเรื่องสุญญตา,เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านี้มากล่าวอยู่ พวกเธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมเข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ควรศึกษาเล่าเรียน. พวกเธอเล่าเรียนธรรมที่เป็นตถาคตภาษิตนั้นแล้ว ก็สอบถามซึ่งกันและกัน ทำให้เปิดเผยแจ่มแจ้งออกมาว่า ข้อนี้พยัญชนะเป็นอย่างไร อรรถะเป็นอย่างไร ดังนี้.
เธอเหล่านั้น เปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผยได้ หงายของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้นได้ บรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มีอย่างต่าง ๆ ได้.
ภิกษุ ท.! นี้เราเรียกว่าปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโนอุกกาจิตวินีตา.
- ทุก. อํ. ๒๐/๙๑/๒๙๒.

สิ่งที่ควรนำมาด้วย(ถ้ามี)
๑. หนังสือจากพระโอษฐ์ ทั้ง ๕ เล่ม (ไม่ครบก็ได้ แต่ครบจะดีกว่า)
๒. คอมพิวเตอร์ แลปท๊อป

ธานินทร์ 0816999458

เพราะไม่รู้อริยสัจ จึงต้องแล่นไปในสังสารวัฏ

เพราะไม่รู้อริยสัจ จึงต้องแล่นไปในสังสารวัฏ

 ภิกษุท.! เพราะไม่รู้ถึง ไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจสี่อย่าง, เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงได้ท่องเที่ยวไปแล้วในสังสารวัฏ ตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้.

ภิกษุ ท.! อริยสัจสี่อย่าง เหล่าไหนเล่า ?

ภิกษุ ท.!เพราะไม่รู้ถึงไม่แทงตลอดซึ่งอริยสัจคือทุกข์, อริยสัจคือเหตุให้เกิดทุกข์, อริยสัจคือความดับไม่เหลือของทุกข์, และอริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์;เราและพวกเธอทั้งหลาย จึงได้ท่องเที่ยวไปแล้วในสังสารวัฏ ตลอดกาลยืดยาวนานถึงเพียงนี้

ภิกษุ ท.! เมื่ออริยสัจ คือทุกข์, เหตุให้เกิดทุกข์. ความดับไม่เหลือของทุกข์, และทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์,. เป็นความจริงที่เราและพวกเธอทั้งหลาย รู้ถึง และแทงตลอดแล้ว; ตัณหาในภพก็ถูกถอนขึ้นขาดตัณหาที่จะนำไปสู่ภพ ก็สิ้นไปหมด บัดนี้ความต้องเกิดขึ้นอีก มิได้มี; ดังนี้.   -- มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๑/๑๖๙๘.

โลกที่กำลังมัวเมา ก็ยังสนใจในธรรมของพระตถาคต

Stanislav Odyagailo


โลกที่กำลังมัวเมา ก็ยังสนใจในธรรมของพระตถาคต

 ภิกษุ ท.! เพราะเหตุที่ตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะเกิดขึ้นจึงเกิดมีของ น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี สี่อย่างนี้ปรากฏขึ้น. สี่อย่างอะไรเล่า?

 ๑. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในกามคุณ ยินดีในกามคุณบันเทิงอยู่ในกามคุณ, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับกามคุณ ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.  ภิกษุ ท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่หนึ่ง, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

 ๒. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในการถือตัว ยินดีในการถือตัว บันเทิงอยู่ในการถือตัว, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดการถือตัว ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.  ภิกษุ ท.!นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สอง, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

 ๓. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย พอใจในความวุ่นวายไม่สงบยินดีในความวุ่นวายไม่สงบ บันเทิงอยู่ในความวุ่นวายไม่สงบ, ครั้นตถาคตแสดงธรรมที่เป็นไปเพื่อความสงบ ประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟังเพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.  ภิกษุ ท.! นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สาม, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

 ๔. ภิกษุ ท.! ประชาชนทั้งหลาย ประกอบอยู่ด้วยอวิชชา เป็นคนบอด ถูกความมืดครอบงำเอาแล้ว, ครั้นตถาคตแสดง ธรรมที่กำจัดอวิชชาประชาชนเหล่านั้นก็ฟัง เงี่ยหูฟัง ตั้งใจฟัง เพื่อให้เข้าใจทั่วถึง.  ภิกษุ ท.!นี่คือของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี อย่างที่สี่, มีขึ้นมา เพราะการบังเกิดของตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ.

 - บาลี จตุกฺก. อํ. ๒๑/๑๗๗/๑๒๘.

กฏอิทัปปัจจยตา: หัวใจปฏิจจสมุปบาท

กฏอิทัปปัจจยตา: หัวใจปฏิจจสมุปบาท.

อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ

เมื่อสิ่งนี้ มี สิ่งนี้ ย่อมมี

อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ

เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น.

อิมสฺมึ อสติ อิทํ น โหติ

เมื่อสิ่งนี้ ไม่มี สิ่งนี้ ย่อมไม่มี

อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ

เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป.

(.. ๑๓/๓๕๕/๓๗๑, นิทาน. สํ. ๑๖/๘๔/๑๕๔,….)

ผู้ชี้ขุมทรัพย์!

ผู้ชี้ขุมทรัพย์!

เต อหํ อานนฺท ตถา ปรกฺกมิสฺสามิ

อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธอ อย่างทะนุถนอม

ยถา กุมฺภกาโร อามเก อามกมตฺเต

เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อ ที่ยังเปียก ยังดิบอยู่

นิคฺคยฺหนิคฺคยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ

อานนท์ ! เราจักขนาบแล้ว ขนาบอีก ไม่มีหยุด

ปวยฺหปวยฺหาหํ อานนฺท วกฺขามิ

อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้ว ชี้โทษอีก ไม่มีหยุด

โย สาโร, โส ฐสฺสติ

ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้.

(มหาสุญฺญตสุตฺต อุปริ. . ๑๔/๒๔๕/๓๕๖)

 

นิธีนํว ปวตฺตารํ ยํ ปสฺเส วชฺชทสฺสินํ

นิคฺคยฺหวาทึ เมธาวึ ตาทิสํ ปณฺฑิตํ ภเช

คนเรา ควรมองผู้มีปัญญาใด ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าว

คำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์ละ,

ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น,

ตาทิสํ ภชมานสฺส เสยฺโย โหติ ปาปิโย

เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย.

(ปณฺฑิตวคฺค . ขุ. ๒๕/๒๕/๑๖)

คำศัพท์ที่ควรรู้ – เสี้ยนหนาม

เสี้ยนหนาม

http://www.flickr.com/photos/fortphoto/351375139/

ความยินดีในการระคนด้วยหมู่    เป็นเสี้ยนหนามแก่   ผู้ยินดีในปวิเวก
การตามประกอบในสุภนิมิต        เป็นเสี้ยนหนามแก่   ผู้ตามประกอบในอสุภนิมิต
การดูการเล่น                                เป็นเสี้ยนหนามแก่   ผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
การเกี่ยวข้องด้วยเพศตรงข้าม   เป็นเสี้ยนหนามแก่   พรหมจรรย์
เสียง                                              เป็นเสี้ยนหนามแก่    ปฐมฌาน
วิตกวิจาร                                       เป็นเสี้ยนหนามแก่    ทุติยฌาน
ปีติ                                                 เป็นเสี้ยนหนามแก่    ตติยฌาน
อัสสาสะปัสสาสะ (ลมหายใจเข้า/ออก) เป็นเสี้ยนหนามแก่ จตุตถฌาน
สัญญาและเวทนา                      เป็นเสี้ยนหนามแก่    สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ
ราคะ                                            เป็นเสี้ยนหนาม
โทสะ                                           เป็นเสี้ยนหนาม
พวกเธอจงเป็นผู้ไม่มีเสี้ยนหนาม อยู่เถิด. พวกเธอจงเป็นผู้หมดเสี้ยนหนาม อยู่เถิด.
พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีเสี้ยนหนาม หมดเสี้ยนหนาม แล.
– ทสก. อํ. 24/145/72