วัดนาป่าพง (ประวัติ)

พระอาจารย์มาอยู่ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ หลังจากบวชในปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ที่วัดบุญญาวาส ( พระอาจารย์ตั๋น ) เป็นสาขาของวัดหนองป่าพง ก่อนบวชเคยตั้งใจว่าไม่อยากอยู่วัดใหญ่ อยากอยู่วัดเล็กๆ ที่เป็นป่าสงบๆ ก็เลยหาวัดเล็กๆ อยู่ แต่ก็เป็นเหตุปัจจัยเหมือนกัน เลยได้มาอยู่ที่วัดนาป่าพงปัจจุบัน เพราะมีโยมเขาถวายที่ ๒ ๓ ที่ก็เลยมากับพระอาวุโส ( ๑๐ กว่าพรรษา ) อีก ๒ ท่านด้วยกัน หลังจากมาดูแล้วท่านก็เลือกสถานที่ตรงนี้ ( เดิมเป็นป่าต้นพงรกมาก ) ขณะนั้นพระอาจารย์มีพรรษายังไม่ถึง ๕ พรรษา ต้องอยู่กับครูบาอาจารย์ ๆ ท่านพิจารณาตัดสินใจพระอาจารย์ก็ตกลงอยู่ตรงนี้ ก็อยู่มาเรื่อย ๆ ไม่เคยคิดว่าจะเป้นวัดเป็นวาอะไร และก็ไม่เคยรู้ว่าวัดสร้างได้ไม่มีปัญหาอะไร ตอนแรกก็คิดอยู่ว่าจะอยู่ไปสักพักหนึ่งภาวนาไปสักพักหนึ่งก็จะไปหาวัดอยู่ อยู่ไปอยู่มาก็ดี เพราะเคยไปมาหลายที่หลายวัด ไม่เคยเจอแบบพระอาจารย์ต้องการเลย เพราะวัดส่วนใหญ่มีแต่งานก่อสร้าง จึงคิดว่าบวชมาแล้วต้องมาทำงานก่อสร้างทางโลก ก็คงไม่ถูกต้อง เพราะหลังฉันแล้วก็ต้องไปต่อท่อ ทาสี แบกอิฐ หินปูนทราย ทำการก่อสร้าง ก็ไม่เข้าใจว่าบวชมาแล้วมาทำอะไรกัน ทำไมไม่เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา จึงเป็นอุปสรรคอีกอย่างหนึ่งของนักบวช ซึ่งเมื่อบวชเข้ามาแล้วจะหาสถานที่ ที่จะเดินจงกรม นั่งสมาธิ อย่างเดียว มีน้อยมากมีไม่ถึง ๑๐ % ของวัดทั่วประเทศ ที่ประธานสงฆ์จะมีนโยบายให้พระภาวนาอย่างเดียว งานทางโลกอย่าไปแตะ ว่าจ้างให้ฆราวาสเขาทำทั้งหมด จึงคิดว่าที่นี่เขาก็ให้อยู่ได้ไปเรื่อยๆ ก็เลยอยู่มาจนมีเหตุปัจจัยได้เป็นวัดนาป่าพงขึ้นมา

ปฏิปทา และปณิธาน ของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล

เมื่อพระอาจารย์ และพระเถระอีก ๒ ท่าน ได้เลือกอยู่ที่วัดนาป่าพง ( ปัจจุบัน ) แล้ว ก็เร่งความเพียรในการปฏิบัติภาวนาได้เต็มกำลัง เมื่อบิณฑบาตรและฉันก็เดินจงกรม นั่งสมาธิ สลับกันไปตลอดจนสิ้นยามหนึ่ง ยามสองพักผ่อน ยามสามตื่นมาเดินจงกรม นั่งสมาธิ ไปจนได้เวลาออกบิณฑบาต เป็นวงรอบอยู่ดังที่กล่าวมา

พระอาจารย์ฯ ได้เล่าว่า เมื่อท่านมีพรรษาครบ ๕ พรรษา พระเถระ ๒ รูปที่มาอยู่ภาวนาด้วยกัน ท่านก็ได้ที่ใหม่ไปตั้งวัด พระอาจารย์จึงต้องอยู่องค์เดียวเรื่อยมา แต่ก็ดีทำให้พระอาจารย์ได้ศึกษาพระธรรมและวินัยอย่างละเอียดได้เต็มเวลา วันทั้งวันเลย จึงได้ความละเอียด ค่อนข้างมาก และได้ใช้ปฏิปทา แบบที่พระพุทธเจ้าวางไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งทำให้ไม่ต้องทำตามแบบอย่างของครูบาอาจารย์ไปเสียทุกเรื่อง แต่ถ้าต้องอยู่กับครูบาอาจารย์ก็จะไม่นอกแนว และโดยนิสัยของพระอาจารย์จะเป็นผู้ไม่ออกนอกกรอบท่านสั่งอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น แต่พออยู่องค์เดียวพระอาจารย์จึงสามารถทำตามปฏิปทาของพระพุทธองค์ได้และก็ได้ทำตามพระธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์ทุกอย่าง น้อมเอาธุดงค์วัตร1 มาปฏิบัติ เช่น อยู่กลางแจ้ง ถือเอาผ้า บังสุกุลจีวร2 บิณฑบาตรเป็นวัตร ไม่ฉันอาหารที่ได้นอกเหนือจากบิณฑบาตร ฉันภาชนะเดียว คืออาหารทุกอย่างเทลงคลุกกันอยู่ในบาตรเดียว ในบางคราวที่เร่งความเพียรโดยไม่พูดกับใคร ๖ เดือน ญาติโยมจะมาพบก็เฉพาะตอนบิณฑบาตรเวลาเดียว เวลาอื่นไม่พบ เดินจงกรม นั่งสมาธิอย่างเดียว ทำทั้งหมดที่ว่าธุดงค์วัตรข้อปฏิบัติอันบุคคลทำได้ยาก เป็นไปเพื่อการขูดเกลากิเลสอย่างยิ่ง ธุดงค์แต่ละข้อทดลองกันเป็นปีว่าจะอยู่ได้ไหม ให้รู้ว่าปัญหาคืออะไร กิเลสมันจะดิ้นไปทางไหน อย่างไร ก็ได้ประสบการณ์มากดี ทำให้ยืนหยัดในปฏิปทาที่เป็นพุทธวัจน์ได้เต็มที่ เพราะไม่ต้องเกรงใจ หรือพึ่งพาครูบาอาจารย์องค์ไหน ทำตามปฏิปทาของพระพุทธเจ้าองค์เดียว เมื่อปฏิบัติไปมากครั้งบ่อยครั้งความชัดเจนก็ยิ่งมีมากขึ้น มีหมู่คณะเริ่มให้ความสนใจที่จะต้องยึดตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วจึงได้ขยายแนวร่วมออกไป พระที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับวัดนาป่าพง ก็รับเอาพุทธวัจน์ไปเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง ที่วัดนาป่าพงทุกกุฎีจะมีพุทธวัจนะจากพระโอษฐ์ทั้ง ๕ เล่ม เพราะบางครั้งขณะเดินจงกรม นั่งสมาธิไปมักจะเกิดข้อสงสัยได้ ก็เปิดอ่านทำความเข้าใจเสมือนมีพระพุทธเจ้าเป็นอาจารย์ที่สามารถปรึกษาท่านได้ตลอดเวลา หนังสืออื่นไม่อ่านวางไว้ก่อน ทั้งๆ ที่พระอาจารย์เคยอ่านมามากมาย แต่พบว่าพุทธวัจน์เป็นสุดยอดของธรรมะ เมื่ออ่านไปบ่อยๆ ก็เริ่มคุ้นเคยกับภาษา สำนวนข้อวัตร ปฏิปทาทุกอย่างของพระพุทธเจ้า ทั้งหมดจึงได้ประโยชน์ค่อนข้างมาก

พระอาจารย์จะ สำรวม3 ระวังในข้อวัตรปฏิปทาของท่านไม่ให้คลาดเคลื่อนไปจากพระวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงบอกสอนไว้ พระจารย์ฯ จะพูดย้ำเตือนสติคณะศิษย์เรื่อง เหตุเสื่อม ๔ ประการ4 อยู่เป็นนิตย์เพื่อให้ตระหนักว่าศาสนาจะเจริญสืบต่อไปได้นั้นด้วยคน ไม่ใช่วัตถุ และยังใช้ หลักอปริหานิยธรรม5 ปกครองคณะสงฆ์วัดนาป่าพง และ คณะอุบาสก อุบาสิกา ผู้อุปัฏฐาก

การเผยแพร่พุทธวัจน์ของพระอาจารย์ท่านจะไม่พยายามใช้ความคิดเห็นส่วนตัวในการแสดงธรรม หรือตอบข้อธรรมะ แต่ท่านจะใช้องค์ความรู้ของพระพุทธเจ้าที่ท่านพุทธทาสได้ใช้เวลากว่า ๒๒ ปี แปลคำสอนจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้าจากภาษาบาลี คำต่อคำเป็นภาษาไทย และได้แบ่งหมวดพระธรรมพระวินัยออกเป็น ๕ เล่มคือ อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคต้น อริยสัจจากพระโอษฐ์ ภาคปลาย ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ และ ปฏิจฺจสมุปฺบาทจากพระโอษฐ์

การเผยแพร่พุทธวัจนะจากพระโอษฐ์นั้น พระอาจารย์ฯ มีปณิธานว่าในอนาคตการบอกสอนพุทธวัจน์จะต้องมีการทำเป็นหลักสูตรให้ศึกษากันตั้งแต่ระดับประถมจนถึงระดับอุดมศึกษา อาจจะมีการจัดแข่งขันการสืบค้นพระไตรปิฎกในกลุ่มเยาวชน ฯลฯ พระอาจารย์จึงใช้เวลาทั้งหมดเผยแพร่พุทธวัจน์ออกไปทุกช่องทาง อาทิ ทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หนังสือเสียง DVD CD ( mp3 ) โดยเฉพาะได้รับนิมนต์ไปแสดงธรรมะที่เป็นพุทธวัจน์ให้แก่กลุ่มบุคคลทั่วไป เช่น สถาบันการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชน บุคลากรทั้ง ๓ เหล่าทัพ บริษัทเอกชน และมหาชน ต่าง ๆ ชมรมต่างๆ ที่จัดกิจกรรมด้านพุทธศาสนา เป็นพระอาจารย์ผู้สอนโครงการวิปัสสนาฯ พระวัดป่า ณ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฯลฯ

ความประทับใจหลวงพ่อชา

หลังจากที่พระอาจารย์ได้พบหลวงพ่อชา ไปฝึกปฏิบัติภาวนา ฝึกการถือศีลอยู่เป็นนิตย์ พระอาจารย์บอกว่าถ้าไม้ได้พบเจอครูบาอาจารย์ที่ดีชีวิตคงจะแย่เหมือนกัน เพราะปกติก็ไม่ค่อยจะชอบพระ บังเอิญได้มาเจอครูบาอาจารย์ที่ดี และหลวงพ่อชาก็มีความรู้พิเศษมากมายหลายเรื่อง โดยเฉพาะพระฝรั่งหลายองค์ที่จะทนอยู่กับหลวงพ่อชาได้ พระอาจารย์ชยสาโร มากราบหลวงพ่อชาครั้งแรกนั้นท่านเป็นผ้าขาว ร่อนเร่มาหลายแห่งทั่วโลก พอกราบเสร็จนึกในใจว่าหิวน้ำมากจะหาน้ำที่ไหนดื่มดีหนอ คิดเสร็จยังไม่ได้พูดอะไร หลวงพ่อชาก็หยิบแก้วน้ำยื่นให้ดื่ม ประทับใจจนน้ำตาเกือบไหล และยังมีอะไรๆ หลายประการที่หลวงพ่อชาท่านเมตตาลูกศิษย์แต่ก็ไม่ค่อยแสดงออก แต่ถ้าท่านแสดงออกแต่ละครั้งก็จะประทับใจ กินใจลูกศิษย์ โดยจะใช้จังหวะที่กิเลสของลูกศิษย์ออกมาก็จะจัดการทันที พระอาจารย์เล่าให้ฟังว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งขณะนั่งสมาธิอยู่ในโบสถ์ เพราะวัตรปกติหลวงพ่อชาจะพาพระทั้งวัดหนองป่าพงนั่งสมาธิรวมกัน พระอาจารย์นั่งอยู่แถวท้ายสุดใกล้ประตูพอเลิกนั่งสมาธิจะได้ออกไปได้เร็ว นั่งสมาธิสักพักก็ได้ยินเสียงช้อนกระทบแก้ว ไม่ได้ดูลมหายใจแล้วพอเสียงมากระทบก็คิดไปว่าสงสัยจะเป็นน้ำหวานยี่ห้อโน้นยี่ห้อนี้ เดี๋ยวเขาคงเอาขึ้นมาถวาย พอตอนเย็นจะหิวมากเพราะไม่เคยฉันอาหารมื้อเดียว จึงคิดถึงเรื่องกินทั้งวัน พอเสียงช้อนกระทบแก้วก็คิดว่าสงสัยวันนี้จะเป็นน้ำหวานเฮลส์บลูบอย พอคิดเสร็จปุ๊บหลวงพ่อชาก็ถามดังๆเป็นภาษาไทยอิสาน ว่า

หิวแล้วบ่ ? คึก !!!

พระอาจารย์บอกว่า ใจหายแว๊บเลย อายก็อาย ตกใจก็ตกใจ แต่ที่จริงก็ไม่ใช่ครั้งแรก เคยโดนมาหลายครั้งแล้วเหมือนกันแต่ไม่เชื่อว่าคนจะทำได้อย่างไร ไม่น่าจะเป็นได้ จึงเก็บความสงสัยอยู่เรื่อยๆ ว่าความเป็นไปได้ยากมากถ้าจะใช้การเดา พระที่วัดหนองป่าพงโดนกันบ่อย จึงกลัวหลวงพ่อชาอย่างกับหนูกลัวแมวเลย สั่งซ้ายสั่งขวาได้ตามนั้น รับฟังแล้วปฏิบัติทันที พระที่อยู่กับท่านไม่เคยคิดจะไปไหนหรอกอยู่นิ่งๆ ปฏิปทาของหลวงพ่อชาท่านสงบเงียบ การเทศน์บอกสอนดี ข้อวัตรปฏิบัติดี หลวงพ่อชาไม่ค่อยมีพิธีรีตรองอะไรมากยกของถวายสังฆทานเสร็จก็เสร็จไม่กล่าวอะไร ก็ง่ายดี ตอนเจอใหม่ๆก็จะงง พระอาจารย์ก็ค่อยๆเกิดศรัทธา พอคลุกคลีอยู่กับท่านนานๆ เลยคิดอยากจะเป็นพระเหมือนกัน จึงได้บวชพระกับหลวงพ่อชาในช่วงปิดเทอมชั้นปีที่ ๔ ( จปร .) ในครั้งนั้นท่านได้ตั้งจิตอธิษฐานต่อหลวงพ่อชาว่า จะใช้ชีวิตฆราวาสอีก ๑๐ ปี แล้วขอให้มีเหตุปัจจัยผลักดันให้ได้ครองเพศบรรพชิตไปตลอดชีวิต

คำอธิบายศัพท์

 1.ธุดงค์วัตร

องค์คุณเครื่องกำจัดกิเลส, ชื่อข้อปฏิบัติประเภทวัตร ที่ผู้สมัครใจจะพึงสมาทานประพฤติได้ เป็นอุบายขัดเกลากิเสส ส่งเสริมความมักน้อยสัน โดษเป็นต้น มี ๑๓ ข้อคือ หมวดที่ ๑ จีวรปฏิสังยุตต์-เกี่ยวกับจีวรมี ๑. ปังสุกูลิกังคะ ถือใช้แต่ผ้าบังสกุล ๒. เตจีวริกังคะ ใช้ผ้าเพียงสามผืน ; หมวดที่ ๒. ปิณฑปาตปฏิสังยุตต์-เกี่ยวกับบิณฑบาต มี ๓. ปิณฑปาติกังคะ เที่ยวบิณฑบาตเป็นประจำ ๔. สปทานจาริกังคะ บิณพบาติตามลำดับบ้าน ๕. เอกาสนิกังคะ ฉันมื้อเดียว ๖. ปัตตปิณฑิกังคะ ฉันเฉพาะในบาตร ๗. ขลุปัจฉาภัตติกังคะ ลงมือฉันแล้วไม่ยอมรับเพิ่ม ; หมวดที่ ๓ เสนาสนปฏิสังยุตต์-เกี่ยวกับเสนาสนะมี ๘. อารัญญิกังคะ ถืออยู่ป่า ๙. รุกขมูลิกังคะ อยู่โคนไม้ ๑๐. อัพโภกาสิกังคะ อยู่กลางแจ้ง ๑๑. โสสานิกังคะ อยู่ป่าช้า ๑๒. ยถาสันติกังคะ อยู่ในที่แล้วแต่เขาจัดให้ ; หมวดที่ ๔ วิริยปฏิสังยุตต์-เกี่ยวกับความเพียร มี๑๓. เนสัชชิกังคะ ถือนั่งอย่างเดียวไม่นอน 

2.บังสกุลจีวร

ผ้าที่เกลือกกลั้วด้วยฝุ่น, ผ้าที่ได้มาจาก กองฝุ่น กองหยากเยื่อ ซึ่งเขาทิ้งแล้ว ตลอดถึงผ้าห่อคลุมศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ไม่ใช่ผ้าที่ชาวบ้านถวาย, ปัจจุบันมักหมายถึงผ้าที่พระชักจากศพโดยตรงก็ตาม จากสายโยงศพก็ตาม

3.สำรวม

ภิกษุ ท. ! การเดิน การถอยกลับ การแลดู การเหลียวดู การคู้แขนคู้ขา การทรงสังฆาฏิ ถือบาตร ครองจีวร ของนักบวชบางคนในธรรมวินัยนี้ ย่อมเป็นที่น่าเลื่อมใส, ทั้งนักบวชผู้นั้นก็รู้ชัดตามที่เป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์, นี้ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ ดังนี้ด้วย.

4.ผู้ไม่ทำศาสนาเสื่อม

ภิกษุ ท. ! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้ ย่อมทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป. สี่ประการ คือ :
๑.ภิกษุ ท. ! พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้ เล่าเรียนสูตรอันถือกันมาถูกด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันถูก ความหมายแห่งบทพยัญชนะที่ใช้กันก็ถูก ย่อมมีนัยอันถูกต้องเช่นนั้น ภิกษุ ท. นี่เป็น มูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป.
๒.ภิกษุ ท. ! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุ เป็นคนว่าง่าย ประกอบด้วยเหตุที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย อดทน ยอมรับคำสั่งสอนโดยความเคารพหนักแน่น ภิกษุ ท. นี่เป็น มูลกรณีที่สอง ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป.
๓.ภิกษุ ท. ! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุเหล่าใดเป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจนะ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท) พวกภิกษุเหล่านั้น เอาใจใส่ บอกสอน เนื้อความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่นๆ เมื่อท่านเหล่านั้นล่วงลับไป สูตรทั้งหลาย ก็ไม่ขาดเป็นมูลราก (อาจารย์) ที่มีอาศัยสืบกันไป ภิกษุ ท. นี่เป็น มูลกรณีที่สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป.
๔.ภิกษุ ท. ! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุผู้เถระ ไม่ทำการสะสมบริกขาร ไม่ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา ไม่เป็นผู้นำในทางทราม มุ่งหน้าไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ย่อมปรารภความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง พวกภิกษุที่บวชในภายหลัง ได้เป็นพระเถระเหล่านั้นทำแบบฉบับเช่นนั้นไว้ก็ถือเอาเป็นตัวอย่าง พวกภิกษุรุ่นหลัง จึงเป็นพระที่ไม่ทำการสะสมบริกขาร ไม่ประพฤติย่อหย่อนในไตรสิกขา ไม่เป็นผู้นำในทางทราม มุ่งหน้าไปในกิจแห่งวิเวกธรรม ย่อมปรารภความเพียร เพื่อถึงสิ่งที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง ภิกษุ ท. นี่เป็น มูลกรณีที่สี่ ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไปเลย.

5.อปริหานิยธรรม

ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม ธรรมที่ทำให้ไม่เสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว มี ๗ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสสำหรับภิกษุ ( ภิกขุอปริหานิยธรรม ) ยกมาแสดงหมวดหนึ่ง ดังนี้ ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ ๒. เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกก็พร้อมเพรียงกันเลิก และพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ ๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์บัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ ๔. ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน ๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น ๖. ยินดีในเสนาสนะป่า ๗. ตั้งใจอยู่ว่า เพื่อนภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข
อปริหานิยธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่กษัตริย์วัชชี ( วัชชีอปริหานิยธรรม ) สำหรับผู้รับผิดชอบต่อบ้านเมือง มีอีกหมวดหนึ่งคือ ๑. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ ๒. พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงทำกิจที่พึงทำ ๓. ไม่ถืออำเภอใจบัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่มิได้บัญญัติ ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรม ๔. ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้นเห็นถ้อยคำท่านว่าเป็นสิ่งอันพึงรับฟัง ๕. บรรดากุลสตรีกุลกุมารีทั้งหลายมิให้อยู่อย่างถูกข่มเหงรังแก ๖. เคารพสักการะบูชาเจดีย์ของวัชชี ทั้งภายในและภายนอก ไม่ละเลยการทำธรรมิกพลี ๗. จัดให้ความอารักขาคุ้มครองป้องกันอันชอบธรรมแก่พระอรหันต์ ( หมายถึงบรรพชิตที่เป็นหลักใจของประชาชน ) ตั้งใจให้ท่านที่ยังมิได้มาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่โดยผาสุก

Leave a Reply