ทำไม? ต้องพุทธวัจน์
ในการประพฤติปฏิบัติในพุทธศาสนาเราเอาคำของใครเป็นหลัก เอาคำของใครเป็นสิ่งที่ควรฟัง เราควรจะฟังถ้อยคำของผู้ใดหรือถ้อยคำของผู้ใดเป็นถ้อยคำที่ควรฟัง จริงๆในพระพุทธศาสนาคือคำของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเอง เพราะฉะนั้นให้เรารู้ว่าการประพฤติปฏิบัติหรือแนวทางการประพฤติปฏิบัติในพระพุทธศาสนา เราเอาคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นหลัก ที่เรียกว่าพุทธวัจน์ พุทธพจน์ ปาปะพจน์ ก็คือคำที่ออกจากปากพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้เพื่อให้เข้าใจพุทธประสงค์ของท่าน ท่านบอกว่า
สุตตันตะเหล่าใดที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอจักไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. ส่วนสุตตันตะเหล่าใดที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน
จากการฟังพุทธวัจน์คือคำที่ออกจากปากพระพุทธเจ้านั้น เราควรจะพิจารณาได้ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าต้องการให้เราฟังเราสนใจ ก็คือคำพูดของท่าน อย่าไปสนใจคำพูดของคนอื่นเพราะคำพูดของคนอื่นไม่ใช่สัจธรรมที่แท้จริง มีข้อบกพร่อง ส่วนคำพูดของพระพุทธเจ้าไม่มีข้อผิดแม้แต่พยางค์เดียว พระพุทธเจ้าบอกว่าท่านกำหนดสมาธิทุกครั้งในการพูด ไม่ให้พลาดแม้แต่คำเดียว ซึ่งสาวกไม่มีความสามารถขนาดนั้นที่จะทำให้คำพูดทุกคำของเขาไม่ผิด พระพุทธเจ้ายังอุปมาถามสาวกว่า ” ความเป็นสัมมาสัมพุทธต่างอย่างไรกับพระอรหันต์ผู้ปัญญาวิมุตเลิศทางปัญญา ในเมื่อสุดท้ายได้วิมุตติเท่ากัน เสมอกันในวิมุตติ ” แล้วมีข้อแตกต่างกันอย่างไร? สาวกก็ทูลให้พระพุทธเจ้าตอบ พระพุทธเจ้าก็บอกว่า สัมมาสัมพุทธเป็นผู้รู้มรรคก่อน เป็นผู้รู้แจ้งในมรรคและเป็นมัคคโกวิโทผุ้ฉลาดในมรรค ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้แม้จะเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศทางปัญญาก็ตาม เป็นเพียงมัคคานุคา ผู้เดินตามมรรคเฉยๆ เพราะฉะนั้นพระอรหันต์หรือสาวกทั้งหลายไม่ได้คิดมรรคขึ้นเอง พระพุทธเจ้าเป็นผู้คิดมรรค เป็นผู้แตกฉานในมรรค เป็นผู้รอบรู้ในมรรค ไม่ว่าจะเป็นวิธีการปฏิบัติอย่างไรแบบไหน พระพุทธเจ้าบอกว่าคำสอนของท่านบริสุทธิ์บริบรูณ์สิ้นเชิงแล้ว ไม่ต้องไปเพิ่มเติมไม่ต้องไปตัด ท่านบอกว่าอย่าไปตัดทอนของท่าน อย่าไปเพิ่มเติมของท่าน ถึงแม้ก่อนปรินิพพานท่านจะบอกว่าอนุญาติให้ตัดพระวินัยเล็กๆน้อยๆ สิกขาบทเล็กๆน้อยๆได้บ้าง แต่ก็ไม่ได้อนุญาติให้เพิ่มเติ่ม ส่วนเมื่อคณะสงฆ์ที่เป็นพระอรหันต์ ในการสังคยนาครั้งแรกพิจารณาเห็นว่าไม่รู้ว่าอะไรคือสิกขาบทเล็กน้อยก็เลยให้คงไว้ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว พระธรรมวินัยที่บัญญัติไว้ก็เสื่อมสูญถูกตัดไปเดี๋ยวนั้น ก็พยายามคงไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เพราะฉะนั้นโดยหลักแล้วธรรมที่เป็นไปเพื่อความเจริญไม่เสื่อมหรือหลักอปริหานิยธรรมพระพุทธเจ้าบอกว่าอย่าตัดของท่าน สมาทานศึกษาในสิ่งที่ท่านตรัสไว้
พระพุทธเจ้าบอกกับพระอานนท์ว่า
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว ศาสดาของเราไม่มี
อานนท์! พวกเธออย่าคิดดังนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดี ที่เราแสดงไว้ดีแล้ว จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลายต่อไป โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
เพราะฉนั้นพระพุทธเจ้าให้เอาพระธรรม พระวินัย ที่พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วเป็นศาสดาต่อไป ไม่ได้แต่งตั้งใครขึ้นมาเป็นศาสดาแทนพระองค์ แม้จะยกย่องพระสารีบุตรว่ามีความสามารถในทุกๆด้านเป็นลำดับรองจากท่านลงไปก็ตาม ก็ไม่ได้แต่งตั้งพระสารีบุตรขึ้นมาเป็นศาสดาแทน เพราะว่าความเป็นสาวกกับความเป็นสัมมาสัมพุทธไกลกันมากไม่ได้กระพี้กันเลย พระมหากัสสปะผู้มีความสามารถด้านอภิญญาทัดเทียมพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ได้เหมือนกัน พระพุทธเจ้าเคยสรรญเสริญพระมหากัสสปะว่า จะเข้าฌานสมาบัติลึกขนาดก็ได้ สถานที่ใดก็ได้ นานเท่าใดก็ได้เสมอกับพระพุทธเจ้า ทั้งยังอนุญาติให้ใช้สังฆาฏิร่วมกันกับพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่ได้รับแต่งตั้งขึ้นมาเป็นศาสดาแทนพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าให้เอาพระธรรมวินัยที่ท่านตรัสไว้ดีแล้วเป็นศาสดาแทนต่อไป ในส่วนที่เป็นวินัยนั้น เด็ดขาดเลยว่าไม่มีใครบัญญัติได้ นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าองค์เดียว ส่วนด้านธรรมะ อาจจะมีสาวกบางองค์ที่มีปัญญาสามารถอธิบายขยายความธรรมได้ดี ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรองคำของสาวกองค์นั้นก็เป็นเสมือนหนึ่งคำพระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนกัน ก็เลยให้เข้าใจว่าหลักจริงๆที่เราต้องสนใจ ที่เราใช้เป็นหลักเป็นฐาน ที่เราใช้ในการวิเคราะห์ในการพิจารณาธรรมะทุกสิ่งทุกอย่าง เราใช้คำของพระพุทธเจ้าเป็นหลักเท่านั้น
วิชาอื่นๆศาสตร์อื่นๆอาจจะมีลูกศิษย์เก่งกว่าครูอาจารย์ได้ แต่พระพุทธศาสนาไม่มีแล้ว พระพุทธเจ้าเก่งที่สุดเลิศที่สุด ท่านยังยืนยันว่าตัวท่านเองเป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ที่เลิศที่สุดเก่งที่สุด ไม่มีสาวกองค์ไหนที่มีความสามารถในการถ่ายทอดบอกสอนเก่งเท่าท่าน เพราะฉะนั้นเราต้องมีศรัทธา มีการยอมรับในตรงนี้ว่าพระพุทธเจ้านั้นเลิศที่สุดเก่งที่สุด ถ้าเรามีศรัทธามีความเชื่อมั่นตรงนี้ เราจึงจะใคร่ครวญพิจารณาสิ่งที่พระพุทธเจ้าบอกเอาไว้แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติได้อย่างมั่นใจไม่คลอนแคลน ให้มั่นใจลงไปเลยว่าคำของท่านเลิศที่สุด การใช้บทพยัญชนะก็ตาม การอรรถาธิบายก็ตาม การยกอุปมาอุปมัยก็ตาม ไม่มีใครเก่งกว่าพระพุทธเจ้าแล้ว ถ้าเรื่องใดพระพุทธเจ้าทรงตัดสินทรงพิจารณา ทรงวางกรอบแนวทางไว้แล้วให้ใช้กรอบแนวทางการพิจารณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรานั้นเป็นสัพพัญญูรู้ทุกเรื่อง แต่สาวกไม่ได้รู้ทุกเรื่องจะมีความสามารถขนาดไหนก็ตาม สาวกไม่ได้เป็นสัพพัญญู แล้วอย่าลืมว่าคำของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นอกาลิโก ไม่จำกัดกาลไม่จำกัดเวลาถูกต้องตลอด บางคนอาจจะคิดว่าผ่านมาสองพันกว่าปีแล้ว หรือคำพระพุทธเจ้าจะล้าสมัยไปแล้ว คำพระพุทธเจ้าไม่ไช่แบบนั้น คำพระพุทธเจ้าบัญญัติมาเป็นหลักความจริงของธรรมชาติที่ไม่จำกัดด้วยกาลเวลาทั้งสิ้น.
