Toolbar
พุทธวจน ธรรมวินัย จากพุทธโอษฐ์

2012

44 items

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุ ผู้เป็นเสขะ ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลเปรียบด้วยบุคคลตกน้ำเจ็ดจำพวก

ภิกษุทั้งหลาย ! การค้าขาย ๕ ประการนี้
อันอุบาสกไม่พึงกระทำ ๕ ประการอย่างไรเล่า ? คือ :-

๑. การค้าขายศัสตรา (สตฺถวณิชฺชา)
๒. การค้าขายสัตว์ (สตฺตวณิชฺชา)
๓. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มํสวณิชฺชา)
๔. การค้าขายน้ำเมา (มชฺชวณิชฺชา)
๕. การค้าขายยาพิษ (วิสวณิชฺชา)
...
(บาลี) ปญฺจก. อํ. ๒๒/๒๓๒/๑๗๗.

กรรม อันบุคคลกระทำแล้วด้วยโลภะ... โทสะ... โมหะ...

ธรรมทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น

เรากล่าวว่าทานที่ให้แก่ผู้มีศีล เป็น

ภิกษุทั้งหลาย ! สัตว์ทั้งหลาย
เป็นผู้มีกรรมเป็นของตน
เป็นทายาทแห่งกรรม 
มีกรรมเป็นกำเนิด 
มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย 
กระทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม
จักเป็นผู้รับผลแห่งกรรมนั้น.
------------------------
(บาลี) ทสก. อํ. ๒๔/๓๑๑/๑๙๓.  

ควรหมั่นสอดส่องกรรม
-----------------------
“ราหุล ! กระจกเงามีไว้สำาหรับทำาอะไร ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ !
กระจกเงามีไว้สำาหรับส่องดู พระเจ้าข้า !”.

“ราหุล ! กรรมทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่บุคคลควรสอดส่อง
พิจารณาดูแล้วดูเล่าเสียก่อน จึงทำาลงไป
ทางกาย, ทางวาจา หรือ ทางใจ
ฉันเดียวกับกระจกเงานั้นเหมือนกัน”.
---------------------------
ม. ม. ๑๓/๑๒๕/๑๒๘  

ภิกษุทั้งหลาย !
กรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
นิทานสัมภวะแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
เวมัตตตาแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
วิบากแห่งกรรม เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
กัมมนิโรธ เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ,
กัมมนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นสิ่งที่บุคคลควรทราบ ....
.......................
(บาลี) ฉกฺก. อํ. ๒๒/๔๕๘,๔๖๓-๔๖๔/๓๓๔.

กรรมมี กิริยามี วิริยะมี
-------------------------
ภิกษุทั้งหลาย ! ในกาลนี้ แม้เราเอง
ผู้เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ก็เป็นผู้กล่าวว่า มีกรรม มีกิริยา มีวิริยะ.
มักขลิโมฆบุรุษย่อมคัดค้านเราว่า 
ไม่มีกรรม ไม่มีกิริยา ไม่มีวิริยะ ดังนี้.

ภิกษุทั้งหลาย ! คนเขาวางเครื่องดักปลา ไว้ที่ปากแม่น้ำ
ไม่ใช่เพื่อความเกื้อกูล, แต่เพื่อความทุกข์ ความวอดวาย
ความฉิบหาย แก่พวกปลาทั้งหลายฉันใด ;
มักขลิโมฆบุรุษเกิดขึ้นในโลก
เป็นเหมือนกับผู้วางเครื่องดักมนุษย์ไว้
ไม่ใช่เพื่อความเกื้อกูล,
แต่เพื่อความทุกข์ความวอดวาย ความฉิบหาย
แก่สัตว์ทั้งหลายเป็นอันมาก ฉันนั้น.

{ มักขลิโมฆบุรุษนั้น มีถ้อยคำและหลักความเห็นว่า
“กรรมไม่มี, กิริยาไม่มี, ความเพียรไม่มี”
คือในโลกนี้ อย่าว่าแต่จะมีผลกรรมเลย
แม้แต่ตัวกรรมเองก็ไม่มี, ทำอะไรเท่ากับไม่ทำ.
กิริยาและความเพียรก็มีนัยเดียวกัน ).
----------------------------
(บาลี) ติก. อํ. ๒๐/๓๖๙/๕๗๗.

มาณพ ! บุคคลบางคนในโลกนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
มีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
เป็นที่รื่นรมย์ใจ ยินดีแล้วในรูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์
บันเทิงด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์.
...
ภิกษุทั้งหลาย ! เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เพราะความเปลี่ยนแปลง
เสื่อมสลาย และความดับไปของรูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์.
.....
(บาลี) สฬา. สํ. ๑๘/๑๖๑/๒๑๘.

สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อย เพราะไม่รู้อริยสัจ

อานนท์ ! เราได้กล่าวเตือนไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือว่า 

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลผู้เกียจคร้าน

“ ...ภิกษุทั้งหลาย การตรัสรู้เป็นสิ่งที่เรา

ในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดเลย ที่เรายึดถืออยู่ เราจักเป็นผู้หาโทษมิได้

"ตถาคตเป็นผู้หนักในธรรม เป็นผู้เคารพในธรรม"

หน้าที่อันเกี่ยวกับอริยสัจ
----------------------
ภิกษุทั้งหลาย ! ความจริงอันประเสริฐ
ที่ควรกำหนดรอบรู้ ได้แก่ ความจริงอันประเสริฐ คือ ทุกข์, 
ความจริงอันประเสริฐ ที่ควรละเสีย ได้แก่
ความจริงอันประเสริฐ คือ เหตุให้เกิดทุกข์, 
ความจริงอันประเสริฐ ที่ควรทำให้แจ้ง 
ได้แก่ ความจริงอันประเสริฐ คือ
ความดับไม่เหลือของทุกข์, 
และความจริงอันประเสริฐ ที่ควรทำให้เจริญ 
ได้แก่ ความจริงอันประเสริฐ คือ
ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์.
-------------------
(บาลี) มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๔๖/๑๗๐๙.

อานิสงส์สำหรับผู้ทำศีลให้บริบูรณ์
--------------------
ภิกษุทั้งหลาย ! ถ้าภิกษุหากจำนงว่า 
“เราพึงทำให้แจ้งเจโตวิมุตติ 
ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้
เพราะความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย 
ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในทิฏฐธรรมเทียว
เข้าถึงแล้วแลอยู่” ดังนี้ก็ดี,

เธอพึงทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย 
พึงตามประกอบในธรรม 
เป็นเครื่องสงบแห่งจิตในภายใน
เป็นผู้ไม่เหินห่างในฌาน 
ประกอบพร้อมแล้วด้วยวิปัสสนา
และให้วัตรแห่งผู้อยู่สุญญาคาร
ทั้งหลายเจริญงอกงามเถิด.

สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มีความแปรปรวนไปเป็น
ธรรมดา,
ควรหรือหนอที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า 

“นั่นของเรา(เอตํ มม),
นั่นเป็นเรา (เอโสหมสฺมิ),
นั่นเป็นอัตตาของเรา (เอโส เม อตฺตา)” ดังนี้ ?

สัลเลขธรรม _(ส่วนที่ ๒)
------------------------

จุนทะ ! สัลเลขธรรม (ความขูดเกลา) เป็นสิ่งที่เธอทั้งหลายพึง
กระทำในธรรมทั้งหลายเหล่านี้ กล่าวคือ ;... 
ทำสัลเลขะว่า 
เมื่อผู้อื่น มากด้วยอภิชฌา
เราจักเป็นผู้ ไม่มากด้วยอภิชฌา ; 

สัลเลขธรรม _(ส่วนที่ ๑)
--------------------------
จุนทะ ! สัลเลขธรรม (ความขูดเกลา) เป็นสิ่งที่เธอทั้งหลายพึง
กระทำในธรรมทั้งหลายเหล่านี้ กล่าวคือ ; 
ทำสัลเลขะว่า
เมื่อผู้อื่นเป็นผู้ เบียดเบียน 
เราจักเป็นผู้ ไม่เบียดเบียน ; 

ทำสัลเลขะว่า
เมื่อผู้อื่น กระทำปาณาติบาต
เราจัก เว้นขาดจากปาณาติบาต ; 

ทำสัลเลขะว่า
เมื่อผู้อื่น กระทำอทินนาทาน
เราจัก เว้นขาดจากอทินนาทาน ; 

ทำสัลเลขะว่า 
เมื่อผู้อื่น ไม่ประพฤติพรหมจรรย์
เราจักเป็นผู้ ประพฤติพรหมจรรย์ ; 

ทำสัลเลขะว่า
เมื่อผู้อื่น พูดเท็จ เราจัก
เว้นขาดจากการพูดเท็จ ; 

ทำสัลเลขะว่า
เมื่อผู้อื่น พูดส่อเสียด เราจัก
เว้นขาดจากพูดส่อเสียด ; 

ทำสัลเลขะว่า 
เมื่อผู้อื่น พูดคำหยาบ เราจัก
เว้นขาดจากพูดคำหยาบ ; 

ทำสัลเลขะว่า
เมื่อผู้อื่น พูดเพ้อเจ้อ เราจัก
เว้นขาดจากพูดเพ้อเจ้อ ; ... 

(บาลี) มู. ม. ๑๒/๗๕-๘๓/๑๐๔.

ผู้มีชื่ออย่างนี้ ชื่อว่าโสดาบัน

โสดาปัตติมรรค_สัทธานุสารี
-------------------------
ภิกษุทั้งหลาย ! ตา...หู...จมูก...ลิ้น...กาย...ใจ
เป็นสิ่งไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นปกติ มีความเปลี่ยน
เป็นอย่างอื่นเป็นปกติ.

ภิกษุทั้งหลาย ! บุคคลใด มีความเชื่อ น้อมจิตไป
ในธรรม ๖ อย่างนี้ ด้วยอาการอย่างนี้;
บุคคลนี้เราเรียกว่าเป็น สัทธานุสารี
หยั่งลงสู่สัมมัตตนิยาม (ระบบแห่งความถูกต้อง)
หยั่งลงสู่สัปปุริสภูมิ (ภูมิแห่งสัตบุรุษ)
ล่วงพ้นบุถุชนภูมิ ไม่อาจที่จะกระทำกรรม อันกระทำแล้ว
จะเข้าถึงนรก กำเนิดเดรัจฉาน หรือเปรตวิสัย และ
ไม่ควรที่จะทำกาละก่อนแต่ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล.
(บาลี) ขนฺธ. สํ. ๑๗/๒๗๘/๔๖๙.

ทาน ที่จัดว่าเป็น มหาทาน
-------------------
ภิกษุทั้งหลาย !
อริยสาวกในกรณีนี้
ละปาณาติบาต เว้นขาดจากปาณาติบาต.
ภิกษุทั้งหลาย !
อริยสาวกเว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว
ย่อมชื่อว่าให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน
แก่สัตว์ทั้งหลาย มากไม่มีประมาณ;
ครั้นให้อภัยทาน อเวรทาน อัพยาปัชฌทาน
แก่สัตว์ทั้งหลาย มากไม่มีประมาณแล้ว
ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ไม่มีเวร
ไม่มีความเบียดเบียน อันไม่มีประมาณ.

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เป็นทานชั้นปฐม เป็นมหาทาน
รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ เป็นของมีมานาน เป็นของประพฤติ
สืบกันมาแต่โบราณ ไม่ถูกทอดทิ้งเลย ไม่เคยถูกทอดทิ้ง
ในอดีต ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน และจักไม่ถูกทอดทิ้ง
ในอนาคต อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ข้อนี้เป็นท่อธารแห่งบุญ เป็น
ที่ไหลออกแห่งกุศล นำมาซึ่งสุข เป็นไปเพื่อยอดสุดอันดี
มีสุขเป็นวิบาก เป็นไปเพื่อสวรรค์ เป็นไปเพื่อประโยชน์
เกื้อกูล เพื่อความสุขอันพึงปรารถนา น่ารักใคร่ น่าพอใจ.

(ในกรณีศีล ๕ อีกสี่ข้อที่เหลือ คือ การเว้นขาดจาก
อทินนาทาน, การเว้นขาดจากกาเมสุมิฉาจาร,
การเว้นขาดจากมุสาวาท และการเว้นขาดจากการดื่มน้ำเม
คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท
ก็ได้ตรัสโดยมีนัยอย่างเดียวกัน).

ภิกษุทั้งหลาย !
ทาน ๕ ประการ นี้แล เป็นมหาทาน
รู้จักกันว่าเป็นของเลิศ
เป็นของมีมานาน
เป็นของประพฤติสืบกันมาแต่โบราณ
ไม่ถูกทอดทิ้งเลย
ไม่เคยถูกทอดทิ้งในอดีต
ไม่ถูกทอดทิ้งอยู่ในปัจจุบัน
และจักไม่ถูกทอดทิ้งในอนาคต
อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ไม่คัดค้าน.
(บาลี) อฏฺฐก. อํ. ๒๓/๒๕๐/๑๒๙.

พระโสดาบัน รู้จักปัญจุปาทานขันธ์
--------------
ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อใดแล
สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้
มารู้จักความก่อขึ้น แห่งอุปาทานขันธ์ห้า,
รู้จักความตั้งอยู่ไม่ได้ ของอุปาทานขันธ์ห้า,
รู้จักรสอร่อย ของอุปาทานขันธ์ห้า,
รู้จักโทษอันร้ายกาจ ของอุปาทานขันธ์ห้า,
รู้จักอุบายที่ไปให้พ้นอุปาทานขันธ์ห้า นี้เสียตามที่ถูกที่จริง;

ภิกษุทั้งหลาย ! เมื่อนั้นแหละ สาวกของพระอริยเจ้า
ผู้นั้น เราเรียกว่าเป็นพระโสดาบัน
ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา
เที่ยงแท้ต่อพระนิพพาน
จักตรัสรู้ธรรมได้ในกาลเบื้องหน้า.
-------------------------------
(บาลี) ขนฺธ. สํ. ๑๗/๑๙๖/๒๙๖.

ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้

ภิกษุทั้งหลาย ! สาวกของพระอริยเจ้าในธรรมวินัยนี้

พ๎ยัคฆปัชชะ ! เมื่อใด กุลบุตรนี้
รู้จักความได้มาแห่งโภคทรัพย์
รู้จักความสิ้นไปแห่งโภคทรัพย์
แล้วดำรงชีวิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ไม่ฟุ่มเฟือยนัก ไม่ฝืดเคืองนัก
โดยมีหลักว่า
“รายได้ของเราจักท่วมรายจ่าย
และรายจ่ายของเรา จักไม่ท่วมรายรับ
ด้วยอาการอย่างนี้” ดังนี้;

พ๎ยัคฆปัชชะ ! นี้เราเรียกว่า สมชีวิตา
(การเลี้ยงชีวิตอย่างสมดุลย์พอเพียงแก่ฐานะ).

สามี ในโลกนี้เป็นผู้งดเว้น จากการฆ่าสัตว์ 
งดเว้นจากการลักทรัพย์
งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม 
งดเว้นจากการพูดเท็จ 
งดเว้นจากการดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย 
อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท 
ไม่เป็นคนทุศีล ไม่มีบาปธรรม
ไม่มีใจอันมลทิน คือความตระหนี่ครอบงำ
ไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน 
แม้ภรรยาของเขา ก็เป็นผู้งดเว้น จากการฆ่าสัตว์ ฯลฯ 
ไม่ด่าไม่บริภาษสมณพราหมณ์ อยู่ครองเรือน
คหบดีและคหปตานีทั้งหลาย ! 
ชายเทวดา อยู่ร่วมกับ หญิงเทวดา อย่างนี้แล.

ราหุล ! เรากล่าวว่า กรรมอันเป็นบาปหน่อยหนึ่ง
ซึ่งบุคคลผู้ไม่มีความละอายในการแกล้งกล่าวเท็จ
ทั้งที่รู้อยู่ว่าเป็นเท็จจะทำาไม่ได้หามีไม่.
เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ เธอทั้งหลาย พึงสำเหนียกใจไว้ว่า
“เราทั้งหลายจักไม่กล่าวมุสา แม้แต่เพื่อหัวเราะกันเล่น”
ราหุล ! เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกใจไว้อย่างนี้.
---------------------
(บาลี) ม. ม. ๑๓/๑๒๕/๑๒๗.

ความพยายามมีผล ความเพียรมีผล
------------------------
เมื่อเราอยู่ตามสบาย
อกุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง กุศลธรรมย่อมเสื่อม
แต่เมื่อเราดำรงตนอยู่ในความลำบาก
อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง
อย่ากระนั้นเลย
เราพึงดำรงตนอยู่ในความลำบากเถิด
เธอนั้นจึงดำรงตนอยู่ในความลำบาก
เมื่อเธอดำรงตนอยู่ในความลำบากอยู่
อกุศลธรรมย่อมเสื่อม กุศลธรรมย่อมเจริญยิ่ง
สมัยต่อมา
เธอไม่ต้องดำรงตนอยู่ในความลำบากอีก
เพราะเหตุว่า ประโยชน์ที่เธอหวังนั้น
สำเร็จแล้วตามที่เธอประสงค์.
ภิกษุทั้งหลาย !
ความพยายามมีผล ความเพียรมีผล แม้อย่างนี้.
----------------------------
(บาลี) อุปริ. ม. ๑๔/๗/๘.

มาลุงก๎ยบุตร ! ในบรรดาสิ่งที่ท่าน
พึงเห็น พึงฟัง พึงรู้สึก พึงรู้แจ้งเหล่านั้น;
ใน สิ่งที่ท่านเห็นแล้ว จักเป็นแต่เพียงสักว่าเห็น;
ใน สิ่งที่ท่านฟังแล้ว จักเป็นแต่เพียงสักว่าได้ยิน;
ใน สิ่งที่ท่านรู้สึกแล้ว (ทางจมูก, ลิ้น, กาย)
จักเป็นแต่เพียงสักว่ารู้สึก;
ใน สิ่งที่ท่านรู้แจ้งแล้ว (ทางวิญญาณ)
ก็จักเป็นแต่เพียงสักว่ารู้แจ้ง.

...เมื่อนั้น ตัวท่านย่อมไม่มี เพราะเหตุนั้น;
เมื่อใด ตัวท่านไม่มีเพราะเหตุนั้น,
เมื่อนั้น ตัวท่านก็ไม่มีในที่นั้นๆ;
เมื่อใด ตัวท่านไม่มีในที่นั้นๆ,
เมื่อนั้น ตัวท่านก็ไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกอื่น
ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง :
นั่นแหละ คือที่สุดแห่งความทุกข์ ดังนี้.
---------------------------------
(บาลี) สฬา. สํ. ๑๘/๙๑/๑๓๓.

“ท่านจงเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ อยู่เสมอ,
จักพิจารณาโดยแยบคายแล้วจึงฉัน
ไม่ฉันเพื่อเล่นเพื่อมัวเมา เพื่อประดับตกแต่ง
แต่ฉันเพียงเพื่อให้กายนี้ตั้งอยู่ได้
เพื่อให้ชีวิตเป็นไป เพื่อป้องกันความลำบาก
เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์,
เราจักกำจัดเวทนาเก่า (คือหิว) เสีย
แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คืออิ่มจนหมดสุข)ให้เกิดขึ้น.
ความที่อายุดำเนินไปได้ ความไม่มีโทษเพราะอาหาร
ความอยู่ผาสุกสำราญจักมีแก่เรา”

วิหารธรรมที่ทรงอยู่มากที่สุด ก่อนตรัสรู้
-------------------------
ภิกษุทั้งหลาย ! แม้เราเองก็เหมือนกัน 
ในกาลก่อนแต่การตรัสรู้ ยังไม่ได้ตรัสรู้
ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ 
ย่อมอยู่ด้วยวิหารธรรม 
คือ อานาปานสติสมาธิ นี้เป็นส่วนมาก.
เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้เป็นส่วนมาก
กายก็ไม่ลำบาก ตาก็ไม่ลำบาก 
และจิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะ
เพราะไม่มีอุปาทาน.

อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย…
-----------------------------
อานนท์ ! ...
อารมณ์อันเป็นที่ชอบใจ–ไม่เป็นที่ชอบใจ
เป็นที่ชอบใจและไม่เป็นที่ชอบใจ
อันบังเกิดขึ้นแก่ภิกษุนั้น
ย่อมดับไปเร็วเหมือนการกระพริบตาของคน 
อุเบกขายังคงดำรงอยู่.
อานนท์ ! นี้แล เราเรียกว่า 
อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศในอริยวินัย…

อานาปานสติ เป็นเหตุให้ถึงซึ่งนิพพาน

ภิกษุทั้งหลาย !

ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุที่ประกอบด้วยธรรม ๕ ประการ 

ราหุล ! อานาปานสติ

พุทธวจน

ธรรมวินัยจากพุทธโอษฐ์

About watnapahpong.net

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเล่าเรียนธรรม(นานาชนิด) คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถาอุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ แต่เธอย่อมไม่ใช้วันทั้งวัน ให้เปลืองไปด้วยการเรียนธรรมนั้นๆ ไม่เริดร้างจากการหลีกเร้น ตามประกอบซึ่งธรรมเป็นเครื่องสงบใจในภายในเนื่องๆ ภิกษุอย่างนี้แล ชื่อว่า ธรรมวิหารี (ผู้อยู่ด้วยธรรม).

Downloads

ดาวน์โหลดโปรแกรมพุทธวจน (Buddhawajana)

  • เฉพาะระบบปฏิบัติการ iOS (สำหรับ iPad, iPhone, iPod) 
  • ดาวน์โหลดได้ที่ App Store โดยพิมพ์คำว่า พุทธวจน หรือ buddhawajana

เว็บไซต์

พุทธวจน : ติดตามการเผยแผ่พระธรรมคำสอนตามหลักพุทธวจน

ติดตามข่าวสาร

กรอกชื่อ และอีเมล์ เพื่อติดตามข่าวสาร